Home โซเชียล ชีวิตต้องดิ้นรน เด็กน้อยได้เห็นหน้าพ่อแม่แค่ช่วงปิดเทอม ความหวังสูงสุดไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นพ่อแม่ของเขา

ชีวิตต้องดิ้นรน เด็กน้อยได้เห็นหน้าพ่อแม่แค่ช่วงปิดเทอม ความหวังสูงสุดไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นพ่อแม่ของเขา

เมื่อไม่นานมานี้ ทางสื่อต่างประเทศได้เปิดเผยเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ที่ต้องดิ้นรนสู้ชีวิต เพราะพวกเขาไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี ซวี่เผิงเด็กชายวัย 12 ปีที่อยู่อาศัยกับปู่ย่า เนื่องจากพ่อแม่ต้องเข้าไปทำงานในเมือง

ในตอนแรกเขาคิดว่าพ่อแม่อยู่ในเมืองที่มีแสงสีเสียง มีความเจริญรุ่งเรือง ผู้คนมากมาย ครึกครื้นสนุกสนาน แต่สิ่งที่เขาได้มาเจอ ได้มาเห็นกับตาในช่วงตอนปิดภาคเรียนที่พ่อแม่ไปรับเขามาอยู่อาศัยด้วยเป็นระยะเวลา 1 เดือนนั้นทำให้เขารู้ว่า พ่อแม่ไม่ได้สุขสบายอย่างที่เขาคิดเลย แต่กลับต้องมาอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆ ที่ทำจากตู้คอนเทนเนอร์ แต่ดีที่ยังมีแอร์ 1 เครื่อง

ซวี่เผิง เด็กชายที่มาจากเมืองอานฮุย นครฉงชิ่ง วิ่งเล่นกับน้องหมาที่เลี้ยงไว้ ในช่วงตอนเช้าเขาก็จะอยู่กับน้องหมานี่แหละ เพราะพ่อแม่ต้องออกไปทำงาน พ่อแม่ของเขาทำอาชีพก่อสร้าง

พ่อของซวี่เผิงทำงานขุดเสาเข็ม จะเห็นว่างานนี้ค่อนข้างลำบากมาก ต้องมีสองคนคอยช่วยเหลือกัน เนื่องจากด้านล่างจะมีน้ำมากต้องทำการสูบน้ำออก โดยจะให้ค่าแรงถ้าขุดลึก 1 เมตรได้ค่าจ้าง 150 หยวน (ประมาณ 738 บาท)

ซวี่เผิงในช่วงนี้ วันๆ ก็ได้แต่วิ่งเล่นกับเพื่อนข้างบ้านที่พ่อแม่ทำอาชีพคล้ายกัน บางทีก็เล่นกับหมา บางทีก็นอนดูมือถือ อ่านหนังสือการ์ตูนเล่น

โชคดีที่ยังมีเพื่อนบ้าน ไม่งั้นคงเหงาแย่เลย พ่อแม่ของซวี่เผิงต้องออกบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อเดินทางไปยังที่ทำงาน จากนั้น 11 โมงก็จะกลับมากินข้าวกลางวันที่บ้าน พักผ่อนสักครู่แล้วก็ออกไปทำงานต่อ พวกเขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่องานเงินจุนเจือครอบครัว

ซวี่เผิงรู้และเข้าใจดีว่า พ่อแม่ทำงานหนักมาก ดังนั้นจึงไม่ค่อยดื้อ และงอแงให้พ่อแม่เล่นเป็นเพื่อน แต่เขากลับระลึกในใจลึกๆ ว่า พ่อแม่ทำงานหนักมาก และงานของพ่อก็อันตรายมาก หากขุดลึกลงไปหลายเมตรก็เสี่ยงที่จะหายใจไม่ออก ทุกครั้งที่ไปทำงานกลับมาเนื้อตัวก็จะสกปรก มีแต่โคลนเต็มไปหมดทั้งตัว

ส่วนเด็กชายอีกคนที่เป็นเพื่อนบ้านวัย 10 ขวบ ชื่อ ถัน ซินหยูก็เช่นกัน ในช่วงหยุดภาคเรียนพ่อแม่ของเขาก็ไปรับมาอยู่ด้วยในเมือง นอกจากนี้ยังมีเด็กชายอีกคนชื่อ ฮุยฮุยวัย 7 ขวบพวกเขาทั้งสามคนจะกลายเป็นเพื่อนรักกันแล้ว

ซวี่เผิงเปิดเผยว่า “ที่นี่แม้จะไม่ค่อยมีอะไรให้เล่นเหมือนตอนอยู่ที่บ้านปู่ย่า แต่ก็สุขใจมากที่ได้เห็นหน้าพ่อแม่ทุกวัน” ส่วนถัน ซินหยูและฮุยฮุยก็มีความคิดเช่นกัน

ซวี่เผิงยังบอกอีกว่า “ที่นี่มีแต่อิฐบล็อก ปูนและดิน แต่ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คือ พวกเขาได้นอนและตื่นขึ้นมาพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อแม่ลูก ได้กินข้าวด้วยกัน ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน มันเป็นความรู้สึกที่เงินซื้อไม่ได้จริงๆ”

แม้ว่าบ้านในเมืองจะเล็กแคบ โต๊ะกินข้าว เตียงนอนก็เล็กมาก แต่ตอนที่ได้นั่งกินข้าวและได้พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานในครอบครัว มันเป็นความรู้สึกที่ผมอยากให้มีตลอดไป อาหารที่เรากินไม่ได้หรูหรา แต่มันอร่อยมากจนบอกไม่ถูก

นี่คือ ฮุยฮุยทุกครั้งที่แม่กลับมาเขาก็จะกอดแม่ไว้แน่นมาก แบบว่าไม่ยอมปล่อยแม่ไปไหนเลย แม้กระทั่งเวลากินข้าว นี่เป็นความรู้สึกที่ซวี่เผิงเองก็เข้าใจ

งานนี้คุณพ่อก็ออกมาบอกว่า “พวกเราติดหนี้ลูกชายไว้มาก เพราะปกติเราต้องทำงานหนัก ไม่มีเวลาให้ลูกเลย แต่ก็รู้สึกดีใจที่ลูกชายก็เข้าใจ หากไม่ทำงานไม่ขยัน ก็ไม่มีกิน และเขาเองก็จะไม่มีโอกาสได้เรียนสูงขึ้นไปอีก”

ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้เลยจริงๆ ในขณะที่คนระดับล่างกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ก็มีอีกหลายคนที่กำลังใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย อยากให้เรื่องราวของพวกเขาสะท้อนให้เรารู้จักฉวยโอกาสเมื่อมีเวลาได้อยู่พร้อมหน้ากับคนในครอบครัว ก็จงทำให้ดีที่สุด ลดความขัดแย้งให้น้อยสุด เพราะยังมีอีกหลายครอบครัวที่พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งเวลาได้กินเข้าร่วมโต๊ะกัน

เมื่อช่วงปิดเทอมกำลังจะหมดลง ซวี่เผิงก็ได้แต่หวังและภาวนาขอให้ช่วงปิดเทอมกลับมาอีกครั้ง จะได้มาอยู่กับพ่อแม่แบบพร้อมหน้าพร้อมตากันอีก

แหล่งที่มา gushiciku / Liekr

เรียบเรียงโดย ยิ้มสยาม

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Check Also

สาวขอกำลังใจ ปัดแอปพลิเคชันหาคู่ แต่เจอหนุ่มให้ไปช่วยทำงาน

สมัยนี้หลายคนเลือกที่จะหาคนรู้ใจจากเเอปฯ หาคู่ยอดนิยม ซึ่งหลายคนก็มักจะได้เจอประสบการณ์เเป…